10 เมืองในยุโรปสุดแสนโรแมนติก ที่คู่รักไม่ควรพลาด

สำหรับคู่รักแล้ว การได้ไปเที่ยวหรือฮันนีมูนในสถานที่ที่โรแมนติกนั้น จะยิ่งสร้างความทรงจำที่ดี และเติมความหวานกันได้มากเลยทีเดียว เราคัด 10 เมืองสุดแสนโรแมนติกในยุโรปมาให้คุณได้ออกไปสวีทกันแล้ว

1. โรเธนเบิร์ก (Rothenburg)

ช่วงคริสมาสต์ของเมือง Rothenburg

อันดับแรก โรเธนเบิร์ก (Rothenburg) เป็นเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมันนี ที่มองไปตรงไหนก็สวยงามไปหมด เป็นเมืองน่ารักๆ มีมุมให้คุณได้เดินเล่นเสพบรรยากาศ ถ่ายรูปได้ทั้งวัน โดยสไตล์ของเมืองนี่มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิค และเรอเนสซองส์ สภาพเมืองนั้นสมบูรณ์มากๆ ดุจเทพนิยาย ลายล้อมด้วยกำแพงเมืองและป้อมปราการแบบเยอรมันของแท้เลยทีเดียว

เมืองน่ารักๆ ดุจเทพนิยาย

โดยอาคารที่เห็นสวยๆ งามๆ จะมีทั้งที่เป็นโรงแรมและเป็นร้านค้าของที่ระลึก รวมถึงเป็นสถานที่สำคัญๆ ให้เราได้เยี่ยมชมกัน หากใครมีโอกาสได้มาเยือนที่โรเธนเบิร์กแนะนำให้ค้างที่นี่ 1 คืน เพราะจะได้ชมบรรยากาศอย่างเต็มที่

บรรยากาศโรแมนติกของเมืองโรเธนเบิร์ก

2. ซานโตรินี (Santorini)

บรรยากาศติดทะเลของเมืองซานโตรินี

ซานโตรินี (Santorini) ประเทศกรีซ เมืองนี้เราอาจจะคุ้นตากันเป็นอย่างดี ด้วยลักษณะบ้านเมืองสีขาว ตั้งลดหลั่นกันตามเชิงเขาสูงชันติดกับทะเลสีคราม สวยงามและโรแมนติกจนให้เป็นอันดับสองโดยภายในเมืองจะมีโรงแรม ที่พัก ร้านอาหารและบาร์มากมาย

บ้านเมืองสีขาว หลังคาสีฟ้า เข้ากับทะเลอย่างลงตัว

กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือน ซานโตรินี คือ การชมพระอาทิตย์ตกที่ เอีย (Oia or la) ที่สุดแสนจะโรแมนติก โดยเกาะซานโตรินีนั้นสามารถเดินทางไปยังเมืองอื่นๆ ใกล้เคียงได้ มีทั้งโบสถ์ที่มีหลังคาสีน้ำเงินเป็นเอกลักษณ์ของเกาะ รวมถึงชายหาดสีดำอีกด้วย

3. เชสกี ครุมลอฟ (Cesky Krumlov)

เชสกี ครุมลอฟ ถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำ

เชสกี้ ครุมลอฟ (Cesky Krumlov) สาธารณรัฐเช็ก เป็นอีกเมืองน่ารักและโรแมนติกดุจเทพนิยาย ด้วยสีสันและรูปทรงของตัวอาคารบ้านเรือนเหมือนจับวาง โดยเมืองเชสกี้ ครุมลอฟ นั้นอยู่ห่างจากปรากไป 180 กิโลเมตร รวมถึงยังเป็นเมืองมรดกโลกอีกด้วย จุดเด่นของที่นี่คงไม่พ้นวิวแม่น้ำวลาทาวาไหลผ่านและล้อมเมืองเอาไว้ในลักษณะเป็นคุ้ง และบ้านเรือนมีหลังคาสีส้มแดงเป็นเอกลักษณ์ ด้วยความที่เมืองไม่ใหญ่ คุณสามารถเดินเล่นถ่ายภาพได้ทั่วภายในครึ่งวัน เป็นเมืองน่ารักอีกเมืองที่ห้ามพลาดครับ

4. บูดาเปสต์ (Budapest)

มุมสูงของเมือง Budapest

บูดาเปสต์ (Budapest) คือ เมืองหลวงของประเทศฮังการี ขึ้นชื่อว่าเป็น “ไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบ” ซึ่งเป็นเมืองที่มีแม่น้ำดานูบไหลผ่าน โดยทั้งสองฝั่งแม่น้ำก็จะพบทั้งเมืองเก่าและเมืองใหม่ คุณจะได้เห็นสถาปัตยกรรมสมัยยุคฟื้นฟูเรเนซองส์ และความโรแมนติกของสองฝั่งแม่น้ำ มีสะพานที่สวยที่สุดในยุโรปอย่างสะพานเชน (Chain Bridge) ไว้สัญจรข้ามแม่น้ำโดยมีวิวของ ปราสาทบูดา (Buda Castle) ตั้งตระหง่านอยู่ที่ปลายทาง นับว่าเป็นเมืองที่โรแมนติกมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน เราจะได้เห็นแสงไฟมากมายสะท้อนบนผืนน้ำที่จะทำให้คุณหลงสเน่ห์เมืองนี้อย่างแน่นอน

5. บรูจส์ (Bruges)

บรูจส์ เมืองแห่งสายน้ำ

บรูจส์ (Bruges) ศูนย์กลางประวัติศาสตร์ ได้รับเลือกให้เป็นเมืองมรดกโลกของยูเนสโกในปี ค.ศ. 2000 ซึ่งเมือง Bruges นั้นอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเบลเยี่ยม มีรูปแบบสถาปัตยกรรมสไตล์เฟลมิชบรูซที่เป็นเอกลักษณ์ ในตัวเมืองเราจะได้เห็นลำน้ำที่มากมาย จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “เวนิช แห่งยุโรปเหนือ”

แถมยังเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแกมากมาย ตัวอาคารต่างๆ สวยงามและโรแมนติก เหมาะกับการเดินชมวิวและถ่ายรูปที่สุด

6. เวนิส (Venice)

ล่องเรือกอนโดล่า (Gondola) ที่เมืองเวนิส

เวนิส Venice หรือเวเนเซีย Venezia เมืองโรแมนติกแห่งสายน้ำ เป็นอีกจุดหมายที่สายโรแมนติกห้ามพลาด ด้วยตัวเมืองที่มีลักษณะเป็นเกาะในทะเลเอเรียติก (Adriatic Sea) เราจะได้เห็นการสัญจรไปมาในเมืองด้วยเรือ บรรยากาศสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป และยังได้เป็นเมืองมรดกโลกในปี 1987 อีกด้วย ซึ่งมีเมืองหลักๆ ที่นิยมท่องเที่ยวได้แก่ แกรนด์คาแนล Grand Canal กิจกรรมที่ห้ามพลาดคือการล่องเรือกอนโดล่า ลัดลเลาะไปตามสายน้ำ นอกจากนี้ยังมีมุม Landmark ห้ามพลาดคือ จัตุรัสซานมาร์โค Piazza San Marco จัตุรัสที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในอิตาลี มีหอนาฬิกาเด่นเป็นเอกลักษณะ รวมถึงอาคารโดยรอบก็สวยงามไม่แพ้กัน

7. ปารีส (Paris)

หอ Eiffel

ปารีส (Paris) เมืองยอดฮิตตลอดกาล ที่ได้ขึ้นชื่อว่าโรแมนติกที่สุด เอกลักษณะของเมืองนี้คงหนีไม่พ้น หอไอเฟล (Eiffel Tower) ที่เป็นที่รู้จักอย่างดี ใครมา Paris ไม่ได้มีรูปคู่กับหอไอเฟล ถือว่าพลาดอย่างมาก แถมยังเป็นสถานที่ที่มีการขอแต่งงานกันมากสุดๆ อีกด้วย สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ของปารีสที่ห้ามพลาด คือ เยือนพระราชวังแวร์ซาย Versailles, พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ Louvre Museum, พระราชวังลักเซมเบิร์ก Luxembourg Palace เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ Louvre

และกิจกรรมที่ห้ามพลาดอีกอย่างคือ การล่องเรือชมวิวสวยสองฝั่งแม่น้ำแซน Seine River เราจะได้ชมบรรยากาศสองริมฝั่งแม่น้ำ ดูพระอาทิตย์ตกดินและไฟยามค่ำคืนสวยงามเป็นอย่างมากเลย

8. ทัสคานี (Tuscany)

เมืองที่แสดงออกถึงความเป็นอิตาลีมากที่สุด Tuscany ตั้งอยู่ภาคกลางของประเทศอิตาลี เราจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ของความเป็นธรรมชาติที่สวยงาม วิวถนนที่มีต้นไม้สองข้างทาง แสงยามเช้าที่สะท้อนกับทุ่งหญ้า จะทำให้คุณหลงรักเมืองนี้ไม่ลืมเลย

และเมืองที่ห้ามพลาดก็คือ เมืองมอนเทลชิโน (Montalcino) เป็นแหล่งผลิตไวน์ชั้นดีของยุโรป รายล้อยไปด้วยไร่องุ่น ทัศยนียภาพของป้อมปราการที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 เรียกว่าถ้าใครเป็นนักดื่มไวน์และชอบบรรยากาศโรแมนติกท่ามกลางธรรมชาติ ที่นี่ห้ามพลาดเลยทีเดียว

9. ดูบรอฟนิก (Dubrovnik)

จุดชมวิวเมืองดูบรอฟนิก

เมืองโรแมนติกสไตล์คลาสสิกติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมืองนี้คือ ดูบรอฟนิก (Dubrovnik) อีกสุดยอดเมืองท่องเที่ยวที่ทั่วโลกต่างมาเยือน ด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ทำให้ซีรีย์ดังอย่าง Game of Thrones ก็มาถ่ายทำที่เมืองนี้ เป็นฉากสำคัญตอนนึงของเรื่องเลย มีกลิ่นอายที่คลายกับเมืองเวนิสของอิตาลีอยู่บ้าง เพราะเคยเป็นเมืองขึ้นของเวนิสนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีชายหาดที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวได้พักผ่อนกันอีกด้วย

10. เอดินเบิร์ก (Edinburgh)

Edinburgh

เมืองต้นกำเนิดของ Harry Potter ลักษณะสถาปัตยกรรมก็จะเป็นสไตล์อังกฤษจ๋ามากๆ Landmark ของที่นี่คือ Edinburgh Castle ตั้งเด่นอยู่บนยอดเขาสูง ทำหน้าที่เป็นป้อมปราการตั้งอยู่บนภูเขาไฟเก่าแก่เพื่อป้องกันเมืองจากการถูกโจมตี และอีกที่ที่เรามักจะเห็นกันในภาพถ่ายบ่อยๆ ก็คือ Scott Monument ในตัวเมืองเราจะได้เห็น อาคารยุคกลางของเขตเมืองเก่ามากมาย ดุจเทพนิยาย นอกจากสถาปัตยกรรมแล้ว เอดินเบิร์ก ยังขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งเทศกาล โดยเฉพาะช่วงเดือนสิงหาคม เมือง Edinburgh จะมีจัดงานเทศกาลประจำปีที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมาที่เมืองนี้เป็นจำนวนมาก หากได้มาเดินชมเทศกาล พร้อมกับวิวของเมืองนี้ก็ได้สัมผัสถึงความโรแมนติกสุดๆ เลยล่ะครับ

เขียนโดย

In The Moment

การเดินทางไม่ใช่เพียงเพื่อค้นหาสถานที่ใหม่ๆ แต่หากเป็นการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวระหว่างเดินทางและมุมมองใหม่ๆ ในสถานที่ที่ไม่เคยไป